วันพฤหัสบดีที่ 27 ตุลาคม พ.ศ. 2559

วิธีสอนที่เหมาะในยุคปัจจุบัน



วิธีสอนที่คิดว่ามีประโยชน์มากที่สุดในยุคปัจจุบัน
                    การจัดกระบวนการเรียนรู้ตามแนวพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542  หลักสูตรแกนกลาง พุทธศักราช 2551 และมาตรฐานการศึกษา เพื่อประเมินคุณภาพภายในและประเมินคุณภาพภายนอกนั้น กำหนดให้ผู้สอนจัดเนื้อหาสาระและกิจกรรมการเรียนการสอนที่หลากหลาย เหมาะสมกับธรรมชาติและความต้องการ  ความสนใจ  ความถนัดของผู้เรียน ฝึกทักษะกระบวนการคิด  การจัดการเรียนรู้จากประสบการณ์จริงและประยุกต์ความรู้มาใช้ป้องกันและแก้ไขปัญหา มีการจัดการเรียนรู้ที่ผสมผสานสาระความรู้ด้านต่าง ๆ อย่างสมดุลกัน  รวมทั้งปลูกฝังคุณธรรมจริยธรรม ค่านิยมที่ดีและคุณลักษณะที่พึงประสงค์ในทุกวิชา ผู้เรียนอยู่ในสังคมได้อย่างมีความสุข
                   ความเจริญก้าวหน้าในด้านต่างๆ ในยุคปัจจุบันนับได้ว่าเป็นยุคของโลกแห่งข้อมูลข่าวสารอันไร้พรมแดน หรือเดิมนั้นเราคงคุ้นๆ กับคำว่า  “โลกาภิวัตน์”  ซึ่งเป็นปัจจัยส่งผลให้มีการเปลี่ยนแปลงทางสังคม เศรษฐกิจ วัฒนธรรม วิถีชีวิตความเป็นอยู่ของคนด้วย นอกจากนั้นแล้ว  ประเทศไทยในปัจจุบันมีเหตุการณ์หรือสถานการณ์สำคัญๆเกิดขึ้นมากมายหลายเรื่อง เช่น การปฏิรูปประเทศ ทั้งในด้านการเมือง เศรษฐกิจ การศึกษาเพื่อให้ทันกับสังคมโลก  ที่ประเทศทั้งหลายพยายามปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ในการบริหารประเทศเพื่อให้สามารถรับมือกับโอกาสและภัยคุกคามชุดใหม่ในศตวรรษที่ 21
                   สำหรับประเทศไทย ปัจจุบันเป็นช่วงแห่งการปรับเปลี่ยนหลายอย่าง โดยเฉพาะการพัฒนาประเทศภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรี พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ได้กำหนดยุทธศาสตร์สำคัญซึ่งเน้นในเรื่องการพัฒนาประเทศสู่ความมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืนด้วยการสร้าง ความเข้มแข็งจากภายในขับเคลื่อนตามแนวคิด ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงผ่านกลไก ประชารัฐ  ในขณะที่หลายประเทศได้กำหนดโมเดลเศรษฐกิจรูปแบบใหม่เพื่อสร้างความมั่งคั่งในศตวรรษที่ 21 อาทิ สหรัฐอเมริกาพูดถึง A Nation of Makers อังกฤษกำลังผลักดัน Design of Innovation ขณะที่จีนได้ประกาศ Made in China 2025 ส่วนอินเดียก็กำลังขับเคลื่อน Made in India หรือเกาหลีใต้ก็วางโมเดลเศรษฐกิจเป็น Creative Economy เป็นต้น
                   ในประเทศไทยนโยบายระดับชาติที่มาแรงในเวลานี้คือประเทศไทย 4.0ซึ่งเป็นความมุ่งมั่นของนายกรัฐมนตรี ที่ต้องการปรับเปลี่ยนโครงสร้างเศรษฐกิจ ไปสู่ “Value–Based Economy” หรือ เศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรมกล่าวคือ ในปัจจุบัน เรายังติดอยู่ในโมเดลเศรษฐกิจแบบ ทำมาก ได้น้อยเราต้องการปรับเปลี่ยนเป็น ทำน้อย ได้มากนั่นหมายถึงการขับเคลื่อนให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างน้อยใน 3 มิติสำคัญ คือ
                   1. เปลี่ยนจากการผลิตสินค้า โภคภัณฑ์ไปสู่สินค้าเชิง นวัตกรรม
                   2.เปลี่ยนจากการขับเคลื่อนประเทศด้วยภาคอุตสาหกรรม ไปสู่การขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยี ความคิดสร้างสรรค์ และนวัตกรรม
                  3.เปลี่ยนจากการเน้นภาคการผลิตสินค้า ไปสู่การเน้นภาคบริการมากขึ้น
ประเทศไทย 4.0จึงเป็นการเปลี่ยนผ่านทั้งระบบใน 4 องค์ประกอบสำคัญ คือ1.เปลี่ยนจากการเกษตรแบบดั้งเดิม (Traditional Farming) ในปัจจุบัน ไปสู่การเกษตรสมัยใหม่ ที่เน้นการบริหารจัดการและเทคโนโลยี (Smart Farming) เป็นเกษตรกรแบบเป็นผู้ประกอบการ (Entrepreneur)   2.เปลี่ยนจาก Traditional SMEs หรือ SMEs ไปสู่การเป็น Smart Enterprises และ Startups ที่มีศักยภาพสูง  3.เปลี่ยนจาก Traditional Services ซึ่งมีการสร้างมูลค่าค่อนข้างต่ำ ไปสู่ High Value Services  4.เปลี่ยนจากแรงงานทักษะต่ำไปสู่แรงงานที่มีความรู้ ความเชี่ยวชาญ และทักษะสูง
                    
การศึกษาของไทยได้รับการปฏิรูปอย่างต่อเนื่องมาโดยตลอด และการปฏิรูป
การเรียนรู้เป็นหัวใจสำคัญของการปฏิรูปการศึกษาและสอดคล้องกับพระราชบัญญัติการศึกษา พ.ศ. 2542 ด้วย กล่าวคือ ในมาตรา 24 ระบุว่า การจัดกระบวนการเรียนรู้ ให้สถานศึกษาและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการดังต่อไปนี้ 
1) จัดเนื้อหาสาระและกิจกรรมให้สอดคล้องกับความสนใจและความถนัดของ
ผู้เรียนโดยคำนึงถึงความแตกต่างระหว่างบุคคล
         2) ฝึกทักษะ  กระบวนการคิด  การจัดการ  การเผชิญสถานการณ์และการประยุกต์ความรู้มาใช้เพื่อป้องกันและแก้ไขปัญหา 
        3) จัดกิจกรรมให้ผู้เรียนได้เรียนรู้จากประสบการณ์จริง  ฝึกการปฏิบัติ  ให้ทำได้  คิดเป็น  ทำเป็น  รักการอ่านและเกิดการใฝ่รู้อย่างต่อเนื่อง 
        4) จัดการเรียนการสอนโดยผสมผสานสาระความรู้ด้านต่างๆ อย่างได้สัดส่วนสมดุลกัน รวมทั้งปลูกฝังคุณธรรม  ค่านิยมที่ดีงามและคุณลักษณะอันพึงประสงค์ไว้ในทุกวิชา   
        5)  ส่งเสริมสนับสนุนให้ผู้สอนสามารถจัดบรรยากาศ  สภาพแวดล้อม  สื่อการเรียนและอำนวยความสะดวกเพื่อให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้และมีความรอบรู้รวมทั้งสามารถใช้การวิจัยเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการเรียนรู้ ทั้งนี้ผู้สอนและผู้เรียนอาจเรียนไปพร้อมกัน จากสื่อการเรียนการสอนและแหล่งวิทยาการประเภทต่างๆ
       6) จัดการเรียนรู้ให้เกิดขึ้นได้ทุกเวลาทุกสถานที่  มีการประสานความร่วมมือกับบิดามารดา  ผู้ปกครอง  และบุคคลในชุมชนทุกฝ่าย  เพื่อร่วมกันพัฒนาผู้เรียนตามศักยภาพ
                                                                    By:Naowarata Sirimatanggool

วันอังคารที่ 25 ตุลาคม พ.ศ. 2559

ภาษาแทรก

                                                                ไทแสก  ปัจจุบัน คนไทแสกที่ยังรักษาวัฒนธรรมขนบธรรมเนียมประเพณีของบรรพบุรุษไทแสกนั้นอยู่ที่ หมู่ 5 หมู่ 7 บ้านบะหว้า(แสก) ตำบลท่าเรือ   อำเภอนาหว้า  จังหวัดนครพนม นับได้ว่าเป็นชุมชนที่เข้มแข็ง ชาวแสกมีความสามัคคี  เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ โอบอ้อมอารี  รักวัฒนธรรมและสืบสานไว้เพื่อให้อยู่คู่กับลูกหลานรุ่นต่อๆไป


แผนที่ชุมชนคนไทแสก https://sites.google.com/site/saekbawa/

              ในอดีตมีนักวิชาการหลายท่านเข้ามาศึกษาชาติพันธ์ไทแสก  ยังจำได้ว่า สถาบันแรกที่เข้ามาศึกษาโดยการส่งนักศึกษาเข้ามาฝังตัวอยู่กับชุมชนและชาวบ้าน คือ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม โดยต้องการศึกษาวิถีชีวิตความเป็นอยู่และโดยเฉพาะภาษาพูด ที่เป็นเอกลักษณ์ของชุมชนไทแสก ที่นับได้ว่าในปัจจุบันภาษาแสกเป็นภาษาที่เกือบจะถูกลืมไปแล้ว
               มีผู้รู้ได้บันทึกไว้ในวิกิพีเดียไว้ว่า  ภาษาแสก เป็นภาษาตระกูลไท-กะไดที่ใช้พูดบริเวณสองฝั่งแม่น้ำโขงในประเทศลาวและจังหวัดนครพนม ประเทศไทย ผู้พูดภาษานี้เหลือน้อยเพราะคนรุ่นใหม่หันไปพูดภาษาลาวและภาษาไทยถิ่นอีสานมากขึ้น
              คนไทแสกในปัจจุบันจะพูดภาษาแสกกับลูกหลานคนรุ่นใหม่ ยกเว้นผู้ที่พูดภาษาอื่นที่ไม่ใช่ภาษาแสกที่มาอาศัยหรือมีครอบครัวในชุมชนจะสอนลูกหลานพูดภาษาแสกได้ค่อนข้างน้อยจึงอาจเป็นเหตุผลหนึ่งที่ทำให้ภาษาแสกมีผู้พูดเหลือน้อย หรือมีพูดบ้างแต่ผสมกับภาษาลาวและภาษาไทย (แสกคำลาวคำ)